ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

จับตา!!14 วัน ไล่บี้เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ก่อนคดีหมดอายุ

หมวดข่าว:การเมือง

วันที่ 17 มี.ค. 60 เวลา 12:07:17 น.

จำนวนผู้ชม : 80

กรุณารอสักครู่...

นับจากวันนี้ เหลือเวลาอีก 14 วัน สำหรับการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ หุ้นชินคอร์ป ถ้าพ้นจาก 31 มีนาคมนี้ ถือว่าคดีความหมดอายุลงทันที เรื่องนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถูกโยงว่าเป็นการเมืองหรือไม่ ทำไมเพิ่งจะเร่งเรียกเก็บตอนนี้ ต้นเรื่อง คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เป็นคนชงเรื่องให้กรมสรรพากร เรียกเก็บภาษี แต่มีการโต้ไปมาอย่างดุเดือด 

การเรียกเก็บภาษีกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน
- ส่วนแรก จบไปแล้วเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้ยึดทรัพย์นายทักษิณ ชินวัตร จำนวน 46,000 ล้านบาท เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เนื่องจากมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ และมีการยักย้ายถ่ายโอน 
- ส่วนที่ 2 คือ กรมสรรพากรต้องประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้นนอกตลาด ที่ดำเนินการโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร 

- เห็นได้ชัดถึงเป้าหมาย ส่วนแรก คือ ทรัพย์สินของนายทักษิณ ที่ได้มาจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ส่วนที่ 2 คือ ภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งจะเป็นภาษีที่ถูกประเมิน

- เจาะมาดูส่วนที่ 2 จุดเริ่มต้นมาจากบริษัท แอมเพิลริช ซื้อหุ้นชินคอร์ปมาเก็บไว้ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เจ้าของจริงๆของแอมเพิลริช คือ นายทักษิณ 
- ต่อมา นายพานททองแท้ และ นางสาวพินทองทา ไปขอซื้อหุ้นชินคอร์ปจากแอมเพิลริช ซึ่งแอมเพิลริชขายหุ้นให้ 329.2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งราคาในตลาดตอนนั้นอยู่ที่ หุ้นละ 49.25 บาท
- ทำให้ตรงนี้ มีส่วนต่างเกิดขึ้นถึง 48.25 บาท กลายเป็นผลประโยชน์นอน ถ้านำไปขาย
- ท้ายที่สุด นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา นำไปขายจริงๆ ขายให้กับกลุ่มเทมาเส็ก 329.2 ล้านหุ้น ก็คือขายไปทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 49.25 ล้านบาท 
- เท่ากับว่าจะได้ส่วนต่าง หรือ กำไรจากการขายหุ้นชินคอร์ป 15,883 ล้านบาท 
- ประเด็นเกิดขึ้น เมื่อกรมสรรพากรทราบเรื่อง และมองว่าการซื้อขายครั้งนี้ ต้องเสียภาษี เป็นรายได้พึงประเมิน และได้มานอกตลาดหลักทรัพย์ จึงมีการประเมินภาษี + เบี้ยปรับ 11,300 ล้านบาท
- นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ไม่เห็นด้วย จึงไปร้องกับศาลภาษีอากรกลาง 

โดยระบุว่าทั้ง 2 คน ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอปร์ แต่เป็นผู้ถือหุ้นแทน เจ้าของตัวจริงคือนายทักษิณ ซึ่งศาลตัดสินว่าหุ้นทั้งหมดเป็นของนายทักษิณจริงๆ ทำให้นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ไม่ต้องเสียภาษี สรุปว่าคนที่ต้องเสียภาษีจริงๆคือ นายทักษิณ
- ถ้าดูแบบนี้แล้ว เรื่องดูเหมือนจะเงียบมาตั้งแต่ ปี 2553 
- ประเด็น คือ การซื้อขายหุ้นนอกตลาดครั้งนี้ เกิดรายได้ เป็นรายได้พึงประเมินตามที่กรมสรรพากรบอก แต่ยังไม่มีใครยื่นเสียภาษี จึงเป็นที่มาของประเด็นล่าสุดในเวลานี้ว่า คดีจะหมดอายุความแล้ว ยังไม่ได้เก็บภาษีใครเลย ไปทำอะไรกันอยู่ 
- สตง.บอกเรียกเก็บภาษีได้ อายุความ 10 ปี ยังเหลือเวลาอยู่ รีบๆทำเรื่องหน่อย จะหมดเวลา 31 มีนาคม 2560 แต่ กรมสรรพากร บอกว่าไม่ได้ อายุความหมดไปตั้งแต่ 31 มีนาคม 2555 แล้ว 
- สตง.บอก ทำไมไม่ตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อายุความได้ถึง 10 ปี แต่กรมสรรพากร บอกไม่ได้ เพราะใช้กฎหมายเฉพาะ ประมวลรัษฎากรณ์ของกรมสรรพากรแล้ว จะมาใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้
- สตง.บอก งั้นเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร ก็ได้ แต่กรมสรรพากรบอก ไม่ได้ ไม่สามารถใช้มาตรานี้ได้ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้ฟ้องซ้ำซ้อนได้
- สตง.บอกให้ขยายอายุความประเมินภาษี มาตรา 3 อัฐถ แต่กรมสรรพากร บอกว่าไม่อาจทำได้ เพราะจะทำได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษี ไม่ใช่ลงโทษผู้เสียภาษี

13 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ สรุปคือ ไม่ใช้มาตรา 44 โดยให้กรมสรรพากร ดำเนินการเรียกเก็บภาษี  ซึ่งคุณพชรปพน พุ่มประพันธ์ ได้เกาะติดเรื่องนี้และตรวจสอบข้อมูลจากหลายฝ่ายแล้ว 

ทีมข่าวสอบถามไปที่ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อจะถามความคืบหน้าของการประเมินภาษี ปรากฎท่านอธิบดีตอบว่า ไม่สะดวกให้ข้อมูล ขอไม่พูดตามกฎหมาย กฎหมายไม่ให้พูด แต่เป็นข้าราชการจะต้องดำเนินการตามขั้นต่อไป 

จากนั้นพยายามจะติดต่อกับอดีตอธิบดีกรมสรรพากร หลายคน แต่ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่า ไม่ขอให้ข้อมูล หรือ ไม่ขอพูดอะไรดีกว่า 

ทีมข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบกับต้นเรื่อง นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เป็นคนชงเรื่องไปที่กรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษี โดยบอกว่าไม่ได้เพิ่งเรียกเก็บตอนนี้ แต่มีการตรวจสอบมาโดยตลอด และเห็นว่ามีการตกหล่นในส่วนของการจัดเก็บภาษี ซึ่งตอนนี้กรมสรรพากรจะไม่ทำไม่ได้แล้ว เพราะนายกรัฐมนตรี สั่งการมาแล้ว ถ้าไม่ทำจะมีความผิดฐานละเว้น หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ โดยอธิบดีกรมสรรพากร จะต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น

การตีความทางกฎหมายที่กรมสรรพากร ออกมาโต้ว่าทำไม่ได้ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แนวทางที่จะนำไปสู่ความเป็นธรรมในเรื่องการจัดเก็บ เพราะแปลกฎหมายจนไม่สามารถทำอะไรได้เลย 

ตอนนี้มั่นใจว่ากรมสรรพากร จะประเมินภาษีอย่างแน่นอน คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 วัน สตง.จะเกาะติดอย่างใกล้ชิดจนถึงวันสุดท้าย 

ขณะที่นายพานทองแท้ โพสต์เฟซบุ๊ก พูดถึงประเด็นการเรียกเก็บภาษีว่า เรื่องนี้จบไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว มีคำตัดสินไปในแนวทางที่ไม่มีการซื้อขายที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีเลย ทรัพย์สินก็ถูกยึดไปตามจำนวนที่ศาลพิจารณาว่าเหมาะสมในการเอาผิดแล้ว อยู่ๆมารัฐบาลยังต้องการเอาอะไรจากครอบครัวตนเองอีก

ประเด็นนี้ ผู้ว่า สตง.ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าเราไปรับนาฬิกามา 1 เรือน ราคา 1 บาท แต่ราคาในตลาดจริงๆมีมูลค่าสูงกว่านั้น นี่ถือว่าเป็นส่วนต่าง เพราะเมื่อนำไปขายได้ในอนาคตก็จะมีรายได้ แต่ถ้าไม่ขายก็เป็นเงินได้พึงประเมิน กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ไม่งั้นคนเราก็เลี่ยงภาษีหมด

นั่นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าข้อกฎหมายที่จะนำมาใช้ในการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอปร์ครั้งนี้ จะไม่มีการใช้มาตรา 44 แต่จะใช้มาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร รวมทั้ง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุว่าการเสียภาษีครั้งนี้ เป็นความรับผิดชอบของตัวการ หรือตัวแทน

เมื่อปี 2550 กรมสรรพากร ได้ประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับ 11,300 ล้านบาท แจ้งกับนายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา แล้ว ก็เท่ากับว่าได้เรียกเก็บจากตัวแทนแล้ว ซึ่งตัวการจริงๆ คือนายทักษิณ เท่ากับว่ามีผลเหมือนกัน แจ้งตัวแทนก็เหมือนแจ้งตัวการแล้ว

เพราะฉะนั้นขั้นตอนหลังจากนี้ต้องรอให้กรมสรรพากรประเมินภาษีออกมาก่อนว่าจะเรียกเก็บกี่บาท จากนั้นต้องแจ้งไปยังนายทักษิณ ซึ่งไม่ได้อยู่ในไทยแล้ว จะต้องนำไปแปะไว้ที่บ้านตามที่อยู่ในบัตรประชาชน จึงจะถือว่าขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งที่จริงแล้วนายคุณทักษิณ สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางภาษีได้ แต่ถ้าไม่มาต่อสู้ ท้ายที่สุดแล้วอาจจะถูกยึดทรัพย์ได้หรือไม่ ต้องติดตาม และนอกจากนายทักษิณแล้ว ผู้ว่า สตง.บอกว่า มีรายชื่อนักการเมืองอีก 60 คน ที่ได้ส่งให้กรมสรรพากรไปเรียกเก็บภาษีด้วย 



การเมือง

อ่านข่าวการเมืองทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application ThaiTV3 Android

ThaiTv3

Application ThaiTV3 IOS Application ThaiTV3 Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง