|
แม้ประเทศมาเลเซียจะไม่มีสนธิสัญญาส่งผูร้ายข้ามแดนกับไทย แต่ความหวังที่จะได้ตัวผู้ต้องหาชาวอิหร่าน ซึ่งหนีไปประเทศมาเลเซียหลังก่อเหตุก็มีความเป็นไปได้ โดยไทยจะต้องอาศัยช่องทางทางการฑูต และที่ผ่านมาไทยก็เคยเป็นทั้งผู้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศอื่นๆ และขอตัวผู้ร้ายกลับมาดำเนินคดีในไทย
การได้ตัวนายมาซุด เซดากาห์ ซาเดห์ หนึ่งในผู้ต้องหาชาวอิหร่านที่หลบหนีออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่เย็นของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมาคาดเดาว่ามาเลเซียไม่น่าจะส่งตัวนายมาซุดกลับมายังประเทศไทย แต่ช่องทางที่จะได้ตัวนายมาซุด กลับมายังไทยก็ยังมีความเป็นไปได้
โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทางคดี และหมายจับ พร้อมตำหนิรูปพรรณที่แน่ชัด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งพิจารณาทั้งการร่างคำร้องขอตัว และจะส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้หลักการทางการฑูต เพราะประเทศไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับมาเลเซีย จึงต้องใช้ความเป็นประเทศประชาคมอาเซียน และฐานต่างตอบแทน โดยนายมาซุดต้องขึ้นศาลมาเลเซียเพื่อพิจารณาก่อน ซึ่งคาดจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน
ไม่ว่าศาลมาเลเซียจะตัดสินส่งตัวกลับหรือไม่ แต่ไทยก็ได้แจ้งข้อหาและออกหมายจับนายมาซุดแล้ว ซึ่งไทยมีกฎหมายสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับ 10 ประเทศเท่านั้น ซึ่งที่ผานมามีคดีใหญ่ๆ ที่ไทยเคยขอให้แคนาดา ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา เข้ามาดำเนินคดีในไทย โดยขณะนี้นายราเกซถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไทยก็เคยส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังต่างประเทศหลายคดี
ทั้งนายอูริค โวล์ฟกัง ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติด กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศเยอรมัน และเมื่อปี 255 และนายวิคเตอร์ บูท ผู้ค้าอาวุธชาวรัสเซีย ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับการยึดเครื่องบินขนอาวุธสงครามได้ที่สนามบินดอนเมือง และจับนายวิคเตอร์บูท ได้หลังหลบหนีอยู่ในโรงแรมหรูของกรุงเทพฯ

ยังไม่มีสมาชิกท่านใดแสดงความคิดเห็น คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก