|
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ผ่านพระราชกำหนดเงินกู้ 2 ฉบับ โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 ทั้งวรรค 1 และวรรค 2 โดยเห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนด เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย และการแก้ปัญหาการบริหารหนี้เงินกู้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
โดย 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังค์วินิจฉัย พระราชกำหนดเงินกู้ทั้ง 2 ฉบับ โดยฝ่ายผู้ร้องมีนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ได้เข้าร่วมรับฟัง ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้องมีนายอารีย์พงศ์ ภู่ชะอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ตัวแทนรัฐบาล เข้ารับฟังคำวินิจฉัยในวันนี้
ซึ่งในส่วนของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันและรับมือกับอุทกภัย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ ที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งถือว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค 1 เป็นการตราเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ในการแก้ปัญหาอุทกภัย จึงเป็นอำนาจที่คณะรัฐมนตรีจะตราพระราชกำหนดได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ เพราะต้องใช้เวลานานในการผ่านขั้นตอนในสภา และจากวิกฤตอุทกภัย 2554 รัฐบาลจำเป็นต้องฟื้นฟูและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และความสูญเสียขึ้นอีก โดยเฉพาะส่งผลกระทบจากเศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จึงให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินดังกล่าว และไม่ขัดต่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งการตราพระราชกำหนดถือเป็นกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วน ที่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 184 วรรค 2 ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว
ส่วนร่างพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค และวรรค 2 เช่นกัน เนื่องจากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อปรับปรุงหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ที่ต้องแบกรับภาระมานานถึง 15 ปี โดยยังมีหนี้สูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นภาระที่ต้องทำให้ต้องมีการขออนุมัติงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ ปีละ 6 หมื่นล้านบาท
ซึ่งการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ขึ้นมา จะช่วยทำให้สามารถนำเงินที่มาใช้ชำระดอกเบี้ยปีละ 6 หมื่นล้านบาทมาแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ของประเทศ ดังนั้นศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่า การตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่เห็นว่าการตรา พรก.ทั้ง 2 ฉบับ ของ ครม. จะมีการทุจริตเกิดขึ้น จึงถึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรค ปชป ผู้ร้อง ยอมรับในคำวินิจฉัยของศาล แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับของรัฐบาล มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร เพราะเท่าที่ดูจากงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอต่อการบริหารประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น
เช่นเดียวกับนายคำนูณ สิทธิสมาน ที่เคารพในคำวินิจฉัยของศาล และจะไม่ยื่นคัดค้านอีก แต่หลังจากนี้จะเดินหน้าในการตรวจสอบการใช้เงินของ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับต่อไป
ด้านผู้แทนรัฐบาล ยอมรับว่าคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐบาลคลายกังวล และสามารถเดินหน้าตามแผนการบริหารจัดการน้ำต่อไปได้ ตามแผนที่ กยน.เสนอ ส่วนการจัดทำแผนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก็เตรียมเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ยังไม่มีสมาชิกท่านใดแสดงความคิดเห็น คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก