กอ.รมน.ภาค 4 ชี้แจงการดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชน

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 11 มิ.ย. 59 เวลา 22:03:10 น.

จำนวนผู้ชม : 578

กรุณารอสักครู่...

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าชี้แจงสาเหตุการฟ้องร้องดำเนินคดี 3 นักสิทธิมนุษยชนที่จัดทำรายงานสถานการณ์ซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันมีข้อมูลบิดเบือนและทำให้เกิดความเสียหาย ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนพร้อมพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย

พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา และฮิวแมนไรท์วอทช์ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐให้ความเป็นธรรม และเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ แบบสองมาตรฐานรวมทั้งให้ถอนฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชนกรณีการจัดทำรายงานซ้อมทรมาน  

กอ.รมน.ภาค 4  จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจว่า หลังกลุ่มด้วยใจมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานีได้จัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษและปรับปรุงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกทางหนึ่งด้วย 

แต่จากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการพบว่า จากจำนวนผู้ให้ข้อมูล 54 ราย สามารถตรวจสอบ และระบุตัวบุคคลได้เพียง 18 ราย ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมานแต่อย่างใด ทั้งนี้กอ.รมน.ภาค 4 พยายามเชิญองค์กรต่างๆ มาให้ข้อมูลแต่ไม่ได้รับความร่วมมือในการร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูลโดยใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำรายงาน มิใช่การนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเยี่ยวยา และหาแนวทางแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง และมีการนำข้อมูลไปเผยแพร่สื่อจนทำให้เกิดความเสียหาย เช่นกรณีให้เปลือยกายในห้องเย็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิง และโดนทหารพรานหญิงเอาหน้าอกมาแนบที่ใบหน้าถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอย่างร้ายแรง

กอ.รมน.ภาค 4 จึงต้องใช้กลไกทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามแนวทางสันติวิธีเพื่อนำไปสู่การแสวงหาความจริงร่วมกันในชั้นศาลด้วยการเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน โดยเชื่อมั่นว่าหากพยานหลักฐานมีอยู่จริงผู้จัดทำรายงานต้องนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากข้อมูลไม่มีอยู่จริงหรือมีเจตนาบิดเบือนผู้จัดทำรายงานก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย  


นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หนึ่งในผู้จัดทำรายงานและถูกฟ้องร้อง ยืนยันว่าการดำเนินการของมูลนิธิเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจากคำสัมภาษณ์และหลักฐานบาดแผลที่ปรากฎอยู่บนร่างกายของผู้เสียหาย ที่เป็นหลักฐานเดียวที่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากหลักฐานอื่นในพื้นที่ เช่น กล้องวงจรปิดไม่สามารถหาได้ เพราะเป็นสถานที่ลับที่ถูกจับกุมไป ซึ่งมูลนิธิได้รับการยินยอมจากตัวผู้เสียหายในการเผยแพร่ข้อมูล แต่เหตุที่ไม่ยินยอมส่งให้เจ้าหน้าที่ เนื่องมาจากทาง กอ.รมน.ต้องการชื่อและที่อยู่ของผู้เสียหายทั้ง 54 คน เพื่อเข้าไปดำเนินการตรวจสอบด้วยตัวเอง จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่จะให้ได้ จึงเสนอให้หน่วยงานที่เป็นกลางมาตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตามวันนี้นางสารพรเพ็ญ ได้รับเลือกจากสมาชิกให้เป็นประธานแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนด้วย 

ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application Ch3Thailand Android

Ch3Thailand

Application Ch3Thailand IOS Application Ch3Thailand Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง