ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

สตช.ยันไม่พบกลุ่มไอเอสในไทย

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 20 ม.ค. 59 เวลา 15:21:01 น.

จำนวนผู้ชม : 227

สตช.ยันไม่พบกลุ่มไอเอสในไทย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำชัดยังไม่พบกลุ่มไอเอสในไทย และไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่ ตม.ยืนยันเข้มงวดคนเข้า-ออกประเทศ

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา(สบ 10)ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกลุ่มก่อการร้ายไอเอสอย่างต่อเนื่อง โดยทันทีที่เกิดการวางระเบิดกลางกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กองการต่างประเทศ ได้ประสานข้อมูลกับตำรวจสากลอินโดนีเซีย

ส่วนการจับกุมกลุ่มไอเอส 4 คน ที่ประเทศมาเลเซียนั้น ได้ติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาตลอด พร้อมให้ความมั่นใจว่ายังไม่มีกลุ่มไอเอสแฝงตัวเข้ามาในประเทศไทยแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ตรวจสอบคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเส้นทางสายใต้ ทั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่ากลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับกลุ่มไอเอสไม่มีส่วนเชื่อมโยง หรือ เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคง เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ และขอให้ประชาชนมั่นใจในการดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนกรณีพบถนนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกฉีดพ่นเป็นภาษายาวี 3 จุดนั้น กำลังตรวจสอบว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักตรวจคนเข้าเมือง กล่าวยืนยันว่าได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มตรวจ และ คัดกรองบุคคลเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวด หลังเกิดเหตุระเบิด และ เหตุโจมตีในหลายประเทศทั่วโลก โดยหลังเกิดเหตุแต่ละครั้งได้ประสานข้อมูลบุคคลต้องสงสัยก่อเหตุกับประเทศที่เกิดเหตุทันที เช่น ตุรกี อินโดนีเซีย ซึ่งจากการข่าว และ การตรวจสอบยังไม่พบข้อมูลกลุ่มก่อการร้ายเดินทางเข้ามาในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ณัฐธร ยอมรับว่าการลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้นตรวจสอบยาก แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ตำรวจได้ระดมกวาดล้างจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังยอมรับว่าที่ผ่านมาปัญหาชาวต่างชาติอยู่เกินกำหนดในประเทศไทย หรือ โอเวอร์สเตย์ สร้างปัญหาด้านต่าง ๆ ในประเทศมานาน เนื่องจากมีเพียงโทษปรับ แต่เชื่อว่าหลังกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มีนาคม ปี 59 จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ เพราะมีการเพิ่มโทษจำ และ ปรับ รวมถึงจะถูกขึ้นบัญชีดำทันที รวมถึงระบบไบโอเมตริกซ์ หรือ การตรวจจับใบหน้า จะนำมาใช้ได้ในช่วงดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่ากลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดในประเทศไทยมีกว่า 600,000 คน ลดลงจากเดิม 800,000 คน โดยมีทั้งกลุ่มเอเชียใต้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน กลุ่มชาวตะวันออกกลาง กลุ่มชาวแอฟริกา และ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาพักรอไปประเทศที่ 3 กลุ่มคนผิวสี และ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ที่หวังเข้ามาตั้งกลุ่มก่อเหตุอาชญากรรมในประเทศไทย และ กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติที่หลบหนีคดีเข้ามาในไทย

ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application Ch3Thailand Android

Ch3Thailand

Application Ch3Thailand IOS Application Ch3Thailand Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง