พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"หมอล็อต"ชูแก่งหางแมวโมเดล อนุรักษ์ปกป้องช้างไทย

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 13 มี.ค. 60 เวลา 19:23:13 น.

จำนวนผู้ชม : 616

สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องสถานการณ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะเรื่องช้างไทยนั้น คงจะรู้จักกับ"หมอล็อต"ภัทรพล มณีอ่อน"สัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของไทย" และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง "ประธานฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อห้าจังหวัด" อีกด้วย และเนื่องในวันช้างไทย 13 มี.ค. 60 นี้ ทีมงานครอบครัวข่าว3 ได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอล็อต ถึงสถานการณ์ของช้างไทยในปัจจุบัน และสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่ออนุรักษ์ปกป้องช้างไทยให้อยู่คู่กับคนไทยไปอีกนานแสนนาน


จำนวนช้างในอดีตกับปัจจุบัน อัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

"ถ้ามองในภาพรวมทั้งประเทศ จำนวนช้างเลี้ยงและช้างป่ามีจำนวนมากขึ้นครับ ที่เห็นได้ชัดคือช้างเลี้ยงมีการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น การเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น เพราะควาญช้างเองก็รักช้างเหมือนคนในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันสัตวแพทย์ที่รักษาช้างได้นั้นมีเพิ่มมากขึ้น ในวิชาชีพสัตวแพทย์เองเราได้มีการผลิตบุคลากรทางด้านหมอช้างเพิ่มมากขึ้นเพื่อมารองรับดูแล เจ้าของช้างใส่ใจเพิ่มมากขึ้น มีหน่วยงานราชการที่เข้ามารักษาฟรี ก็ส่งผลให้สุขภาพช้างดีขึ้น อายุยืนขึ้น และการสืบพันธุ์ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ส่วนช้างป่า สิ่งสำคัญคือการอนุรักษ์ถิ่นอาศัย ทำบ้านให้สมบูรณ์ ประชากรช้างจะเพิ่มขึ้นเองโดยธรรมชาติ ซึ่งบางพื้นที่นั้นอัตราการเพิ่มของช้างสูงถึงเกือบ 10% ซึ่งถือว่าดี ส่วนพื้นที่ที่มีประชากรช้างลดน้อยลง จะต้องเข้าไปตรวจสอบดูว่าผลกระทบอะไรบ้างที่ทำให้เกิดการลดน้อยลงของจำนวนช้าง"

หมอมีความกังวลเรื่องไหนบ้างเกี่ยวกับช้างไทย

"แบ่งเป็น 2 ส่วน คือช้างเลี้ยงกับช้างป่า นะครับ ปัญหาของช้างเลี้ยงที่ยังพบอยู่คือปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตช้าง, สุขภาพ, อาชีพการงานของช้าง ปัจจุบันเรายังเห็นช้างออกมาเดินเร่ร่อนอยู่เป็นประจำ คนที่มาเห็นจะมองว่าเป็นการทารุณกรรมหรือเปล่า เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมไหม

ส่วนช้างป่า บางพื้นที่ที่ลดน้อยนั้นเห็นได้ชัดว่าลดน้อยไปจริงๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ มีปัญหาเรื่องการถูกล่าเพื่อเอางา ที่ผ่านมามาช้างถูกล่าเอางาเกิดขึ้นหลายพื้นที่ เพราะผู้ล่าเห็นว่างามีมูลค่า แต่การได้งามานั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตช้าง"


ปัจจุบันมีวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องที่หมอกังวลอย่างไร

"ปีทีผ่านมา ทาง คสช.ได้ใช้ ม.44 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานฯ กรมปศุสัตว์ หรือแม้กระทั่งกรมการปกครองมาช่วยกันออกกฎหมายเพื่อบูรณาการเกี่ยวกับช้างใหม่ ว่าช้างควรจะมีคุณภาพชีวิตอย่างไร หรือเราควรจะมีวิธีอนุรักษ์ช้างอย่างไรบ้าง ให้สมกับที่ช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติ ให้สมกับประวัติศาสตร์ที่ปกบ้านป้องเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงพิจารณาว่ามีส่วนไหนควรปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า หลังจากนั้นจะนำมาประกาศใช้ในอนาคต ซึ่ง 1 ในนโยบายที่ผ่านมาก็คือ 'การแจ้งครอบครองงาช้าง'  ถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะเข้ามาช่วยป้องปรามและป้องกันไม่ให้มีการลับลอบไปฆ่าช้างเพื่อเอางา โดยเน้นเฉพาะงาช้างเอเชีย

ส่วนวิถีชีวิตวัฒนธรรมคนกับช้าง เมื่อถามว่าสามารถครอบครองงาช้างได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้สามารถครอบครองได้ในกรณีที่ช้างบางตัวงายาวจนไขว้กัน ชนกัน จนอาจจะเป็นอันตรายกับตัวช้าง ก็สามารถตัดได้ ถือว่าเป็นการครอบครองที่ถูกต้องเพียงแต่จะต้องมีการทำทะเบียนเอาไว้ด้วย ซึ่งทางหน่วยงานจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบันทึกรูปพรรณสัณฐานของช้าง เช่น ภาพถ่าย บันทึกพันธุกรรม หรือแม้กระทั่งไมโครชิปที่ยืนยันตัวช้างได้"


เห็นมีข่าวบ่อยๆ ว่าช้างป่าออกมานอกพื้นที่ มีวิธีแก้ไขไม่ให้ช้างออกมานอกพื้นที่อย่างไร

"หลักการในการแก้ไขปัญหาเรื่องช้างอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัย เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วทางเราได้ทำการวิจัยการแก้ปัญหาช้างเลี้ยง และช้างป่าในประเทศไทยขึ้นมา เราจึงทราบว่าการแก้ไขปัญหาช้างทั้งระบบมันควรจะทำอย่างไร ซึ่งทั้งหมดของการศึกษามันอยู่บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานแบบนี้จะทำให้ไม่มีความขัดแย้งกัน และสอดคล้องไปในทางเดียวกัน

อย่างในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ระยอง ชมบุรี จันทบุรี และสระแก้ว เป็นป่าพื้นที่ราบที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด และเป็นพื้นที่มีช้างเป็นจำนวนมาก เราตั้งข้อสันนิษฐานว่าที่ช้างออกมานอกพื้นที่มันเกิดจากช้างล้นป่าหรือไม่ แต่จากการทำงานของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้รับการสนุบสนุนจากมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งหลังจากการทำงานเราพบว่าจำนวนช้างไม่ได้เกินขนาดความกว้างของพื้นที่ โดยข้อมูลเหล่านี้กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่าเป็นผู้ศึกษาประชากร และศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับ จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมช้างถึงออกมานอกป่า มูลเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ช้างต้องออกมา จากการศึกษาพบว่าเป็นที่แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งดินโป่ง เป็นตัวกำหนดเส้นทางให้ช้างออกมาจากป่า ซึ่งพื้นที่ที่ช้างออกมาไม่พ้นแหล่งอาหารที่ช้างมากินแล้วติดใจ แต่พอดูพฤติกรรมของช้างที่ออกมานอกพื้นที่แล้วนั้น ปรากฎว่าช้างไม่ได้มีความสุข มีความหวาดระแวง เพราะเวลาออกมานอกพื้นที่มักจะถูกไล่ ถูกจุดประทัดใส่ บางตัวก็มีบาดแผลบาดเจ็บจากการถูกสารเคมี หรือถูกทำร้ายด้วยวิธีอื่นๆ"


พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่หมอเป็น"ประธานฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อห้าจังหวัด"ใช่ไหม?

"ใช่ครับ ที่ทำอยู่ตอนนี้คือโรดแมปที่เรียกว่า "แก่งหางแมวโมเดล" โดยการดำเนินการของมูลนิธีป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้จัดประชุมเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหา จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า แหล่งอาหารเป็นประเด็นสำคัญทำให้ช้างป่าต้องออกมา

โดยในระยะเร่งด่วนคือ เมื่อช้างออกมานอกพื้นที่ควรจะได้รับการปกป้องที่เหมาะสม รวมถึงชาวบ้านก็ต้องได้รับการคุ้มครองเรื่องความปลอดภัยเช่นกัน

ในระยะกลางจะมีการทำคูกั้นช้าง ซึ่งทางมูลนิธีอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดได้ทำมานานแล้ว เป็นเวลากว่า 10 ปี ปัจจุบันสามารถขุดคูกั้นช้างเป็นรั้วรอบประมาณ 500 กิโลเมตร รอบพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งแนวคูกั้นช้างจะเป็นแนวเขตที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะเป็นแนวกั้นไม่ให้ช้างข้ามมาและยังเป็นแหล่งเก็บน้ำอีกด้วย ทำให้ช้างมีน้ำกิน และใช้แนวกั้นแบบผสมผสาน โดยการปลูกไผ่หนามตามขอบ ทำแนวรั้วกั้นที่แข็งแรงในจุดที่ช้างสามารถผ่านคูน้ำมาได้ และทำการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันหน้าดินสไลด์ และยังมีการทดลองใช้ 'รั้วรังผึ้ง' โดยหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง ที่ จ.เลย ทำการศึกษาการใช้ผึ้งไล่ช้าง ซึ่งมีบ้านอยู่หลังนึงได้ทดลองทำรั้วรังผึ้ง ซึ่งนอกจากจะกันช้างได้แล้ว ชาวบ้านยังได้ประโยชน์จากการเก็บน้ำผึ้งไปขาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดปัญหาช้างออกมานอกพื้นที่ได้

หลังจากทำพื้นที่กันช้างข้ามมาก็ถึงขั้นตอนการพาช้างกลับบ้าน ถ้าบ้านน่าอยู่ ใครๆ ก็อยากอยู่บ้าน วิธีการทำบ้านให้ช้างอยากอยู่ คือการเข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าว่าพื้นที่ไหนควรจะสร้างแหล่งน้ำ หรือแหล่งดินโป่ง ซึ่งจากการสำรวจแล้ว ใจกลางป่ายังไม่มีแหล่งน้ำให้ช้าง ซึ่งอาจจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างเช่น ภาวะแล้ง การเพิ่มจำนวนของพืชต่างถิ่นโดยเฉพาะต้นสาบเสือ ซึ่งทำให้แหล่งทุ่งหญ้ากลายเป๋นป่าชั้น 2 ขึ้นมา ช้างป่าเป็นสัตว์ที่กินหญ้าและต้องการที่โล่ง พอไม่มีที่โล่งจึงออกมานอกพื้นที่ป่า ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการเข้าไปทำพื้นที่ป่าให้อุดมสมบูรณ์ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็จะพาช้างกลับ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถึงแม้จำเป็นต้องใช้เวลา ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เข้ามาช่วยสนับสนุน ในการหาทางออก


โรดแมป "แก่งหางแมวโมเดล" ต้องทำพื้นที่ 5 จังหวัด ถือว่าใหญ่มาก หมอหาคนมาช่วยอย่างไร

"วิธีคือ ให้ชาวบ้านที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ เวลามีปัญหาชาวบ้านก็จะเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ช้างป่า ในขณะเดียวกันเวลามีช้างป่าบาดเจ็บหรือป่วย ชาวบ้านจะช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ ถ่ายภาพเก็บข้อมูล ให้เบาะแสกับหมอ ทำให้หมอสามารถเดินทางเข้าไปรักษาได้ เพราะเมื่อช้างอยู่ในป่า มีชีวิตที่ไม่ซ้อนทับกันแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านจะได้ก็คือ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว

ส่งเสริมการท่องเที่ยว!!ยังไงครับ

"ใช่...นี่คือ 'ไฮไลท์' เลยนะ เพราะเมื่อช้างป่าอยู่ในพื้นที่ ตามแนวขอบป่าสามารถทำเป็นหอส่องสัตว์และดูช้างป่าได้ ทำให้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ มีรายได้นอกจากการทำเกษตร หรืออาจจะทำเป็นโฮมสเตย์ รองรับนักท่องเที่ยวก็ได้ ซึ่งในภาพรวมมันคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว นักท่องเที่ยวเขาอยากมาประเทศไทยเพื่อมาดูช้างป่า เพราะความรู้สึกของการเห็นช้างเลี้ยง กับช้างป่า มันต่างความรู้สึกกัน"

อ่ะ..สุดท้ายแล้ว หมออยากฝากอะไรปิดท้ายหน่อยไหม

"อยากฝากให้ทุกคนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รวมถึงชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับช้างโดยตรง ซึ่งการนำเสนอทางสื่อโดยเฉพาะทางโซเชียล บางทีมีการโพสต์ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานบ้าง ชาวบ้านทำร้ายช้างบ้าง เนื่องจากภาพบางภาพที่นำเสนอออกไปอาจถูกเผยแพร่ไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง หรือขาดข้อเท็จจริง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านในพื้นที่ถูกเข้าใจผิดจนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้"


ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก"ภัทรพล หมอล็อต มณีอ่อน"

ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application Ch3Thailand Android

Ch3Thailand

Application Ch3Thailand IOS Application Ch3Thailand Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง