เร่งไล่ล่าคนร้ายปล้นเสี่ยทองคำ 60 ล้านบาท

หมวดข่าว:ในประเทศ

วันที่ 04 ต.ค. 60 เวลา 11:09:33 น.

จำนวนผู้ชม : 90

กรุณารอสักครู่...

เหตุการณ์กลุ่มคนร้ายควงปืนดักปล้นเงินสกุลญี่ปุ่น 196 ล้านเยน หรือประมาณ 60 ล้านบาท อย่างอุกอาจ จากนักธุรกิจค้าทอง ที่ลานจอดรถคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาฯ และ ทำร้ายคนขนเงิน ได้รับบาดเจ็บ พร้อมฉกรถกระบะฟอร์ดใช้หลบหนี ขณะนี้ตำรวจเร่งหาตัวคนร้าย เชื่อคนในรู้เห็นเพราะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่านำเงินมาเก็บบนคอนโดฯ ดังกล่าว 

เหตุกาณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.00 น.(2 ต.ค.) ที่ลานจอดรถชั้น 5 A อาคารรัชดาพาเวลเลี่ยน ซอยรัชดาภิเษก 30 ท้องที่ สน.พหลโยธิน ที่เกิดเหตุพบกองเลือดเป็นจุด เชือก เทปกาวใช้แล้ว และกระสอบป่านทิ้งอยู่ 3 ใบ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

คดีนี้ผู้เสียหาย นายภัทริศ แต้รัตนชัย หรือโต้ อายุ 34 ปี นักธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งและส่งออกเครื่องประดับเพชรไปประเทศญี่ปุ่น ให้การว่าก่อนเกิดเหตุมอบหมายให้ นายณรงค์ชัย สวัสดิผล หรือ จั๊ว นำเงินสด 196 ล้านเยน ใส่กระเป๋าเดินทาง และกระเป๋าสะพาย หลังโดยสารเครื่องบินจากประเทศญี่ปุ่นมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีนายจิรภัสส์ พิทักษ์กิจวัฒนา หรือเนย และ นายเกียรติพงษ์ พึ่งยิ้ม หรือ อุ้ย มารอรับอยู่ที่ชั้นผู้โดยสารขาเข้า ทั้งหมดรับมอบหมายให้นำเงินทั้งหมดมาเก็บที่ห้อง 104 ชั้น 15 ห้องพักของตนเอง โดยมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 6 สีขาว ทะเบียน 4 กบ -7806 กรุงเทพมหานคร และ รถกระบะ ฟอร์ดเรนเจอร์ สีส้ม ทะเบียนป้ายแดง ส-5179 กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะ ส่วนนายณรงค์ชัย ขอแยกกลับไปกับแฟนสาวที่มารอรับที่สนามบิน 

เมื่อนายเนย และ นายอุ้ย ขับรถกลับมาถึงคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาภิเษก นำรถขึ้นมาจอดบริเวณลานจอดรถชั้น 5 ที่ประจำ หลังจอดรถเสร็จกำลังนำกระเป๋าเดินทาง และถุงดิวตี้ฟรี บรรจุเงินลงจากรถ และกำลังเดินลากกระเป๋าเงินเข้าไปในคอนโดมิเนียม ได้มีกลุ่มชายประมาณ 5-6 คน สวมเสื้อและกางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกไหมพรมสีดำปิดบังใบหน้า โดยคนร้ายได้นำอาวุธปืนออกมาตีศีรษะ นายอุ้ย แตกเย็บ 20 เข็ม และ แย่งคีย์การ์ดที่ใช้เข้าออกจากลานจอดรถไป ส่วนนายเนย ถูกกลุ่มคนร้ายกดหัวลงกับพื้น มัดมือไพล่หลัง และมัดข้อเท้า มีเทปกาวปิดปาก จากนั้นนายเนย และ นายอุ้ย ถูกคนร้ายนำถุงกระสอบป่านมาคลุมศีรษะ ก่อนจะปล้นเอาเงิน และ รถกระบะฟอร์ดเรนเจอร์ สีส้ม หลบหนีไป ผู้เสียหายได้ช่วยกันแก้มัดแล้วแจ้งให้นายโต้ทราบ 


พนักงานรักษาความปลอดภัยของคอนโดฯดังกล่าว บอกว่าก่อนเกิดเหตุเห็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และ รถกระบะยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ สีส้ม ขับตามกันเข้ามาไปที่ลานจอดชั้น 5 ของคอนโดฯ จากนั้นได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่รถทั้งสองคันจะขับลงมาจากลานจอดรถหลบหนีไป ปกติลานจอดชั้น 5 ไม่ค่อยมีคนนำรถไปจอด ซึ่งจะมีแต่รถของกลุ่มผู้เสียหายเท่านั้น ลักษณะของรถจะทำสีขาวมุกประกายแสงคล้ายกัน หมายเลขทะเบียนเหมือนกัน ต่างกันแค่ตัวอักษรด้านหน้า อย่างน้อย 5 คัน รปภ.ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่จะเข้าไปในลานจอดรถคอนโดฯได้จะต้องมีคีย์การ์ดเปิดประตู ส่วนคนร้ายขึ้นไปได้อย่างไร 

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ลานจอดรถชั้น 5 มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นอยู่หน้าลิฟท์ หันหน้ากล้องไปที่ลานจอด จับภาพขณะที่รถวิ่งผ่าน โดยไม่เห็นภาพขณะที่คนร้ายลงมือก่อเหตุ 

ส่วนกล้องวงจงจรปิดลานจอดรถชั้น 2 A  2 B และ 3 A จับภาพขณะที่รถวิ่งผ่านกล้องเช่นกัน 

วงจรปิดอีกตัวที่จับภาพได้ คือ กล้องหน้าคอนโดฯ จับภาพรถทั้งสองคันได้ชัดเจนขณะขับรถเข้าออกคอนโดฯ ดังกล่าว 

เจ้าหน้าที่ ระบุว่าลานจอดรถจุดปล้นเงิน พบกระสอบป่าน 3 ใบ แสดงว่าคนร้ายต้องรู้ข้อมูลว่า มีคนขนเงินทั้งหมด 3 คน โดยไม่ทราบว่ามีคนหนึ่งแยกไปก่อนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชุดสืบสวนเชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหาน่าจะต้องอยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย หรือกลุ่มคนร้าย อาจตามสะกดรอยกลุ่มผู้เสียหายมาตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเตรียมกระสอบป่านไว้ 3 ใบ เอาไว้คลุมหัว โดยกลุ่มคนร้ายจะต้องมีคนที่ผู้เสียหายรู้จักรวมอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่ระวังใส่หมวกไหมพรมคลุมหน้ามาก่อเหตุ 

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า เจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักการปล้นทรัพย์เป็นประเด็นหลัก โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกลุ่มที่รับขนเงินให้ผู้เสียหาย ทั้งที่เคยทำงานด้วย เนื่องจากนักธุรกิจเหล่านี้กับจำนวนเงินขนาดนี้จะมีการปิดเป็นความลับ ไม่มีใครรู้ นอกจากกลุ่มเดียวกันเอง โดยจะรู้กันเพียงไม่กี่คน ส่วนประเด็นขัดแย้งทางธุรกิจ จากการสอบถามผู้เสียหายยังไม่พบ

แต่ขณะเดียวกัน ยังไม่ตัดประเด็นธุรกิจทิ้ง ซึ่งตอนนี้กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ รวมทั้งเส้นทางหลบหนี อย่างไรก็ตาม สั่งการทุกพื้นที่ในสถานีตำรวจนครบาล เร่งตรวจสอบการจุดรับแลกเงิน และการขนเงินข้ามชายแดน เพื่อหาเบาะแสคนร้าย พร้อมสกัดจับรถยนต์กระบะ ฟอร์ด ที่คนร้ายปล้นไปจากผู้เสียหาย 

จากการสอบปากคำพยาน และผู้เสียหาย ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ระบุว่า ส่วนตัวไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งทางธุรกิจกับใคร โดยทำธุรกิจด้านนี้มาประมาณ 5 ปี และมีการขนเงินเข้ามาแบบนี้โดยการขอดีแคลร์อย่างถูกต้อง ก่อนหน้านี้เคยนำเงินหลากหลายสกุลเข้ามาในประเทศ ใช้ทีมขนเงินมาแล้วกว่า 10 คน อย่างไรก็ตาม ตำรวจต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่า เงินที่ถูกปล้นหลบเลี่ยงศุลกากรหรือไม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า วันนี้จะเรียกประชุมคลี่คลายคดีดังกล่าวอีกครั้งประมาณ 20.00 น.

ในประเทศ

อ่านข่าวในประเทศทั้งหมด

APP ของเรา โหลดเลย!

Application Krobkruakao Android

Krobkruakao

Application Krobkruakao IOS Application Krobkruakao Android
Application Ch3Thailand Android

Ch3Thailand

Application Ch3Thailand IOS Application Ch3Thailand Android
Application 3LIVE Android

3Live

Application 3LIVE IOS Application 3LIVE Android

รายการข่าวย้อนหลัง